BITTER's profileyuuiiPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
ดูไดอารี่อื่นๆของยุ้ย
|
yuuii9/17/2009 "เปลื้อง" ให้เกลี้ยง เหลือเพียงศักดิ์ศรีความเป็นคน"ส่องกระจกเสียที
ดูซิเห็นใคร นั่นเราใช่ไหม หรืออะไรครอบงำ ส่องกระจกเสียที ใครกันนี่น่าขำ กิเลสมืดดำ ยังไม่หนำใจ เปลื้องมันออกไป" คำว่า"เปลี้อง"ไม่ได้หมายความเพียงแต่การเปลื้องในสิ่งที่จับต้องได้เพียงเท่านั้น แต่หมายรวมไปถึงอัตตาที่ครอบงำมนุษย์อยู่ตลอดเวลา สิ่งต่างๆที่พวกเราไขว่คว้ามาทั้งชีวิต เงินทอง ชื่อเสียง การงาน หน้าตาในสังคม สิ่งเหล่านี้ทำให้เราเปลี่ยนจากคนธรรมดาเป็นเทพบุตรได้จริงหรือ? หากเรายอมที่จะถอดสิ่งเหล่านี้ออกไปคุณค่าความเป็นคนของเราจะลดลงหรือไม่? สังคมเล็กๆในซอยฉิมพลีไม่แตกต่างจากสังคมใหญ่ที่ทุกคนได้พบเจอ ผู้คนที่หลงใหลไปกับ"ภาพ"ที่เห็นโดยไม่มองไปให้ลึกกว่านั้นว่าแท้จริงแล้ว ตัวตนของคนคืออะไร เทพบุตรที่ใช้ชีวิตสวยงามนั้นแท้จริงแล้วก็ไม่ต่างจากคนเดินดินเช่นพวกเรา
"ดูดีดีเห็นไหม ว่าเราคือใคร แค่คนธรรมดา" *************************
ประพันธ์ทำนอง - ภควรรต สุวรรณเปี่ยม ผลิตงานดนตรี - คงกฤทธิ์ ศิริกุล ผู้ฝึกการร้อง - ใจรัตน์ พิทักษ์เจริญ จัดการโครงการ - จีราวรรณ กล่อมขาว ควบคุมการสร้างฉาก - สมหมาย ทองหล่อ ออกแบบลีลา - ปริญญา ต้องโพนทอง ออกแบบแสง - สุพัตรา เครือครองสุข ออกแบบฉากและองค์ประกอบศิลป์ - ณัฐคม แช่มเย็น ช่วยกำกับการแสดง - อศิรพงษ์ รุ่งเจริญพัฒนกิจ ควบคุมการผลิต - พรินทรา ชูโต อำนวยการสร้างบริหาร - เพชร โอสถานุเคราะห์ อำนวยการผลิต - วรรณ์ขวัญ พลจันทร์ เขียนบทและกำกับการแสดง - พรรณศักดิ์ สุขี Bangkok University Theatre Company ดำเนินงานสร้าง
ภาควิชาศิลปะการแสดง มหาวิทยาลัยกรุงเทพ *************************** ข้อมูลจากสูจิบัตรละครเวที"เปลื้อง" เนื้องเพลง "แร๊พเปลื้อง" 9/4/2009 เหนื่อย....
เหมือนเดินอยู่บนลู่วิ่ง ไม่ว่าจะเดินไปไกลแค่ไหน ใช้เวลามากเท่าไร ก็ยังอยู่ตรงที่เดิม มีคนคอยกำกับอยู่ข้างๆตลอดเวลา
มานึกๆดูว่าจุดเริ่มต้นของมันอยู่ที่ไหน เราเองไม่ใช่หรือที่สมัครใจขึ้นมาบนลู่วิ่งนี้ และเริ่มก้าวเดิน แต่แล้วเพราะอะไร ตัวเราเองกลับไม่มีสิทธิที่จะหยุดมัน เรายังต้องเดินต่อไป เร็วขึ้นและเร็วขึ้น
ในบางขณะของความคิดอันเหนื่อยล้า บอกว่าให้พอและหยุดก้าวเดิน ไม่ว่าลู่วิ่งนี้จะยังหมุนอยู่ก็ตาม ความคิดชั่วแล่นบอกให้หยุดและยอมที่จะล้มลง ไม่ว่าจะต้องเจ็บแค่ไหน ไม่ว่าคนที่คอยคุมอยู่จะต้องเสียอารมณ์สักแค่ไหนก็ตาม
ทั้งที่คิดแบบนี้ ทั้งที่ร่างกายอ่อนล้า แต่เราก็ขลาดกลัวเกินกว่าที่จะล้ม หวาดหวั่นกับสิ่งที่จะตามมาอย่างคาดไม่ถึง และนั่นเอง ที่ทำให้เรายังเดินอยู่ตรงนี้ เดินทั้งที่รู้ว่าไม่มีวันก้าวไปข้างหน้า ปล่อยเวลาผ่านพ้นพลางพร่ำบอกกับตัวเองว่า เพราะนี่คือการรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองได้ตัดสินใจ นี่คือการแสดงออกของผู้ที่ไม่ยอมแพ้และเข้มแข็ง
มันเป็นอย่างนั้นจริงหรือ?
เราไม่รู้
บางครั้งสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดอาจไม่ได้มาจากบาดแผลหากเราตัดสินใจที่จะหยุดและล้มลง แต่ความเจ็บปวดนั้นคงมาจากสายตาของคนรอบข้างที่มองเข้ามา สายตาที่ตีความไม่ได้ แต่กลับหนักหนาและกรีดลึกในความรู้สึก
เหนื่อย............ 6/12/2009 อัพซะหน่อยเคยเป็นไหม? ทั้งที่รู้สึกว่ามีมวลบางอย่างว่ายวนอยู่ในหัวแต่ไม่สามารถถอดออกมาเป็นคำพูดได้ ทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่าหากปล่อยไว้สิ่งนั้นจะระเบิดออกมา เหมือนยางยืดที่ดึงไว้ตึงด้วยปลายทั้งสองด้าน ไม่ว่าจะปล่อยด้านใดด้านหนึ่ง หรือแม้กระทั่งออกแรงดึงให้ขาดจากกัน แรงของยางจะดีดกลับมาให้ต้องเจ็บตัวอย่างแน่นอน
ครั้งสุดท้ายที่เรารู้สึกแบบนี้คือเมื่อไหร่กันจำไม่ได้ จริงๆแล้วความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นมาเป็นครั้งคราว แล้วก็หายไปเป็นปกติของมนุษย์ แต่น้อยครั้งที่มันจะส่งผลรุนแรงแบบนี้ ว่างเปล่าแต่ก็จับต้องได้ รู้สึกลึกไปทั่วทั้งจิตใจ
ชีวิตก็เป็นเกมทางความรู้สึกในอีกรูปแบบหนึ่ง คุณเริ่มต้น คุณเรียนรู้ คุณเชยชา คุณสิ้นสุด คุณเริ่มใหม่ ความรู้สึกไหววูบไปมาแบบนี้ แต่ไม่เคยจะจากไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้
หลายอย่างในชีวิตเป็นเรื่องน่าตลก แทนที่จะหัวเราะกลับต้องมาร้องไห้ แทนที่จะต้องเศร้าโศกกลับต้องมายิ้มรับ จนความรู้สึกนั้นปะปนและวกวนจับต้องอะไรไม่ได้เลย "ขณะนี้สิ่งที่ฉันรู้สึกคืออะไร" สิ่งที่แสดงออกมาตรงกับความรู้สึกที่แท้จริงแล้วหรือ? เคยได้ยินไหมว่า "คนที่หัวเราะได้ดังที่สุด คือ คนที่เศร้าใจที่สุด" การทำหน้ายิ้มแล้วเล่นมุขโง่ๆไม่ได้หมายความว่าคนๆนั้นมีความสุขหรอกนะ อย่างที่บอกว่าความรู้สึกของคนปะปนจนจับต้องไม่ได้ บางอย่างที่อัดแน่นจนไม่รู้ว่าคืออะไร เราเพียงแค่หยิบฉลากสักใบออกมาจากวังวนนั้น "คราวนี้นี้หยิบได้ หน้ายิ้ม ว่ะ" เราก็แค่ใส่หน้านั้นออกไป สิ่งที่คนอื่นเห็นก็จะเป็นเพียงใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ท่าทางที่ร่าเริง แต่ไม่มีใครเห็นเบื้องหลังที่สับสน ...ไม่มี
น่าแปลกที่เวลาเพียงไม่นานมีอะไรเกิดขึ้นหลายอย่าง แต่ทุกเรื่องราวมีความเหงาเข้ามาเกี่ยวข้อง และนั่นคือจุดที่ทุกข์ระทมที่สุดในนิยายชีวิต มันคงอยู่กับเรามาตั้งแต่เกิดจนตาย และถ่ายทอดต่อไปไม่มีวันจบสิ้น
บางครั้งก็ดูไร้เหตุผลสิ้นดีกับการที่เราจะรอคอยบางสิ่ง เราไม่มีทางรู้เลยว่าวันหน้าจะเป็นอย่างไร แม้แต่อีกวินาทีข้างหน้าเราก็ไม่มีทางมองเห็น ขณะที่เรากำลังเลือกที่จะเป็น เลือกที่จะไขว่คว้าบางสิ่งในอนาคต ในวันนี้เราอาจจะต้องตายและไม่ได้อะไรเลยก็เป็นได้ เป็นเรื่องที่น่าสับสนอีกหนึ่งเรื่อง ทำถูกแล้วหรือกับการปีนป่ายภูเขาของอนาคตที่ไม่เห็นแม้แต่ยอด ภูเขามืดมิดที่ไม่รู้ว่าก้าวต่อไปจะเจอกับอะไร หลายคนเตรียมตัวมาพร้อมแต่กลับตกเหวตั้งแต่ก้าวแรก หลายคนเดินมาได้ครึ่งทางและคิดว่าพอแล้วทั้งที่ก้าวต่อไปคือยอดเขาที่ปรารถนา จริงอยู่ที่การฝันเห็นดวงดาวเป็นกำลังใจที่ดีในการก้าวเดินต่อไป แต่เมื่อถึงยอดเขาแล้วกลับต้องพบว่า ไม่มีทางเลยที่จะเอื้อมถึงดวงดาวมันเป็นเรื่องจริงที่น่าตลก และน่าสมเพช
ถ้ามองโลกในแง่ดีอาจจะปลอบใจได้ว่า ถึงไม่ได้ดวงดาวมาครอบครองแต่เราก็เดินมาไกลจากจุดที่เริ่มต้น นั่นถูกต้อง เพราะแค่เพียงคิดที่จะก้าวเดินก็มาไกลกว่าที่เป็นอยู่แล้ว แต่มันไม่ใช่ เพราะเหตุผลที่ก้าวเดินคือจุดหมายไม่ใช่หรือ? มันคือดวงดาวไม่ใช่หรือ? ฉะนั้นหากสุดปลายทางแล้วไม่ได้ดวงดาวมาครอง มันก็คือล้มเหลวอยู่ดี
แต่ท้ายที่สุดชีวิตมนุษย์ก็สั้นนัก ดวงดาวมีเป็นล้านๆดวง และ คนเราก็ต้องการดาวนั้นอย่างไม่จำกัด แต่มีชีวิตที่จะไขว่คว้ามาเชยชมได้เพียงครู่เดียว สุดท้ายก็จบ ดวงดาวหมดแสง มนุษย์ลงหลุม ลาก่อน คนที่ยังอยู่ก็เดินต่อไป
วรรณกรรมของชีวิตก็วนเวียนอยู่แบบนี้ มีเรื่องราวเป็นร้อยหน้าพันหน้าแต่ไม่เคยมีข้อสรุป ชีวิตไม่เคยจบ และไม่มีแม้แต่การเริ่มต้นที่แท้จริง เมื่อเดินออกไปแล้วก็จะเจอกับประตูอีกบานและอีกบาน และอีกบาน เราก็แค่ต้องเปิดไปเรื่อยๆ อย่างซวยที่สุดก็เจอกำแพง แล้วยังไง อะไรมันจะว่างเปล่าได้ขนาดนี้
ที่เขียนมาทั้งหมดเราเองไม่รู้ว่าประเด็นมันคืออะไร ไม่รู้ว่าจะเริ่มและจบยังไง รู้เพียงว่ามีบางอย่างในตัวเรากำลังจะแตกออก ขาดผึงเหมือนหนังยางที่บอกไว้ในตอนแรก การเยียวยาของสรรพสิ่งบนโลกคือการปล่อยให้เวลาพาไป เราทนไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว การเขียนออกมาก็ถือว่าเป็นการเยียวยาตัวเองในลักษณะหนึ่ง แต่ไม่ถาวร เป็นแค่มอร์ฟีนที่ฉีดให้คนไข้ยามทรมานจนถึงขีดสุด ไม่หายขาด และจะโหยหาตลอดไป แต่ที่แน่ๆมันรู้สึกดีขึ้นมาก และหลับตาลงผ่านไปได้อีกวัน
เพื่อที่จะตื่นขึ้นมาในวันถัดไป เล่นละครบทเดิม ความรู้สึกเดิม บางทีอาจจะต้องตกเหวอย่างไม่มีทางเลือก หรือนอนตายบนยอดเขาพร้มมองดาวนับล้านดวงที่ไม่มีทางเอื้อมถึง
ปล.น่าแปลกที่ถึงแม้หัวจะแทบระเบิดแต่ก็จับฉลากได้หน้ายิ้มอยู่ทุกวัน และวันนี้ก็ยังเป็นหน้ายิ้ม
3/29/2008 หลังจากไม่ได้อัพมานาน สิ่งที่อยากจะบอกคือ.......********************* คงไม่สามารถไปกะเกณฑ์สิ่งใดๆที่เป็นอิสระจากเราได้ บางครั้งก็ต้องยอมรับและเข้าใจยุคสมัยของกาลเวลา ถึงแม้จะยากลำบากก็ตาม ********************* สิ่งสำคัญคงไม่ได้อยู่ที่การมองให้ชัดเจนและถ้วนถี่ แต่หากความสำคัญนั้นอยู่ที่การมองผ่าน และมองข้ามในจุดที่บกพร่อง เพราะไม่มีสิ่งใดในโลกใบโตที่สมบูรณ์พร้อม ถึงแม้โลกอุดมคติจะมีทางออกให้กับทุกคำถาม แต่เมื่อไหร่ที่ลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าเท้ายังวางบนดินผืนเดิม เมื่อนั้นก็ควรปล่อยวางและมองไปข้างหน้า เพราะคงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะหันกลับไปมองรอยเท้าของตัวเอง ********************* สับสนและวุ่นวายเสมอในชั้นบรรยากาศของจิตใจ จนทำให้คิดได้ว่า การตัดสินใจคงไม่ใช่การเลือกสิ่งใดๆ หากแต่เป็นการเลือกที่จะตัดสิ่งใดๆออกไปเท่านั้น *********************
2/18/2008 หลากหลายแบบสอบถามจาก Blogthings
|
สถานที่ในโลกไซเบอร์ที่ยุ้ยขอแนะนำ
|
||||||||||||||||||||||||
|
|